มารยาทคนญี่ปุ่น

การโค้ง                การโค้งในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “Rei” (れい/เร) หรือ “Ojigi” (/おじぎ/โอจิกิ) ชาวญี่ปุ่นไม่นิยมไหว้แบบคนไทย หรือจับมือแบบฝรั่ง แต่จะนิยมโค้งแทนในเวลาที่พบหรือลา ประเพณีการโค้งของคนญี่ปุ่นนับว่าซับซ้อนพอควร นอกจากโค้งเวลาพบกันหรืออำลาจากกันแล้ว สามารถโค้งเมื่อต้องการขอบคุณ -การโค้งทักทาย (Eshaku/えしゃく/ อิชิคุ)                การทักทายกับผู้ที่สนิทแบบเป็นกันเอง วิธีการคือ ก้มตัวทำมุมประมาณ 15 องศา -การโค้งเคารพแบบธรรมดา (Futsuu Rei/ふつう/ ฟุสึยุ)                การทักทายกับผู้ที่เรารู้จัก หรือพนักงานขายกับลูกค้า วิธีการคือ ก้มตัวประมาณ 30 องศา -การโค้งเคารพแบบนอบน้อม (Saikei Rei/さつうれい/ ซาอิเครอิ เรอิ)                การให้ความเคารพกับผู้ใหญ่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า หรือเจ้านายที่มีตำแหน่งสูง วิธีการคือ ก้มตัวประมาร 45 องศา กับแนวเส้นตรง

เทศกาลทานาบาตะ

         ทานาบาตะ คือวันแห่งความรักและความสุขสมหวังของดวงดาว 2 ดวง ดวงแรกมีนามว่า โอริ ฮิเมะ และดวงที่สองมีนามว่า ฮิโกโบชิ ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นที่ได้เล่ากันต่อๆ กันมาว่า ดวงดาวสองดวงนี้ต้องพลัดพรากจากกันโดยมีทางช้างเผือก หรือที่คนญี่ปุ่นสมัยโบราณแปลตามศัพท์ตรงๆ ว่า แม่น้ำแห่งสวรรค์ และแม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสายที่ขวางกั้นดวงดาวสองดวงให้ต้องพลัดพรากจากกัน แต่ในทุกๆ ปี ของวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม) ซึ่งเป็นวันที่ทางช้างเผือกจะออกมาปรากฏบนท้องฟ้าของประเทศญี่ปุ่น ทำให้สามารถมองเห็นกันได้ในทุกๆ ปี จะเป็นวันที่ดวงดาวสองดวง จะได้มีโอกาสได้กลับมาพบกันสมดังใจที่คิดถึงและปรารถนาของดวงดาวทั้งสองนั่นเอง          วันนั้นก็เป็นวันที่มีการให้กำเนิดพิธีทานาบาตะ ขึ้นโดยคนญี่ปุ่นจะเชื่อถือและเล่ากันต่อๆ มาสู่ลูกๆ หลานๆ ว่า ให้ไปตัดต้นไผ่ นำมาปักไว้ในรั้วบ้าน และให้เขียนคำอธิษฐานใส่กระดาษ นำไปผูกไว้ที่ต้นไผ่ที่ ตัดมา แล้วคำอธิษฐานอันนั้นก็อาจจะได้ผลสมประสงค์สมดังใจปรารถนาเหมือนๆ กับ โอริ ฮิเมะ และ ฮิโกโบชิ ที่ได้สมหวัง และได้พบกันในวันนั้นนั่นเอง          โดยในวันดังกล่าวจะมีการจัดการแสดงระบำนกกระจอก ที่มีประวัติยาวนานกว่า 400…

เทศกาลซับโปโร (Supporo Snow Festival)

         เทศกาลหิมะซัปโปโร เทศกาลสุดยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีของญี่ปุ่น สนุกและเพลิดเพลินไปกับประติมากรรมหิมะและน้ำแข็งแกะสลักสวย ๆ          เทศกาลหิมะแห่งเมืองซัปโปโร ถือว่าเป็นเทศกาลยิ่งใหญ่ประจำปีช่วงฤดูหนาวของญี่ปุ่น ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก โดยภายในงานมีการประกวดการแกะสลักน้ำแข็งและหิมะเป็นรูปร่างต่าง ๆ เหมือนกับเป็นดินแดนแห่งเมืองหิมะในฝันกันเลยทีเดียว ความพิเศษอยู่ตรงที่ ความยิ่งใหญ่ของประติมากรรมน้ำแข็งที่ถูกปั้นแต่งขึ้นอย่างประณีตบรรจง และถูกเนรมิตขึ้นมาจากจินตนาการและฝีมือการสร้างสรรค์จากช่างแกะสลักหิมะและน้ำแข็งจากทั่วโลก          จุดเริ่มต้นของเทศกาลหิมะแห่งเมืองซัปโปโร เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1950 โดยกลุ่มนักเรียนมัธยมมาช่วยกันปั้นตุ๊กตาหิมะในสวนสาธารณะโอโดริ (Odori Park) ซึ่งเป็นสวนสาธารณะประจำเมือง และแต่นั้นมาก็มีการปั้นหิมะมากขึ้นทุกปี ๆ จนกลายมาเป็นเทศกาลใหญ่โตมาจนถึงทุกวันนี้ ปกติเทศกาลหิมะแห่งเมืองซัปโปโรจะจัดประมาณหนึ่งอาทิตย์

มาเนกิ เนโกะ (Maneki Neko)

         ความเป็นมาของเจ้าแมวกวัก มาเนกิ เนโกะ มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ (พ.ศ.2186 – พ.ศ.2411) และถูกตีพิมพ์ให้รู้จักกันในวงกว้าง จากหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่งในสมัยเมจิ (พ.ศ.2413) ว่า แมวกวัก มาเนกิ เนโกะ ถูกพบเห็นในศาลเจ้าแห่งหนึ่งของเมืองโอซาก้า โดยมีตำนานที่กล่าวถึงเจ้า มาเนกิ เนโกะ อยู่หลายตำนานด้วยกัน ตำนานหญิงชรา          เรื่องของคุณยายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ที่เลี้ยงแมวน้อยเอาไว้เป็นเพื่อน แต่ด้วยฐานะยากจน เธอจึงอดมื้อกินมื้อร่วมกับแมวมาตลอด สุดท้ายคุณยายจำใจต้องเอาแมวตัวนั้นไปปล่อย เพราะไม่สามารถหาอาหารมาเลี้ยงดูมันได้อีกต่อไปแล้ว คุณยายเสียใจมาก และเผลอหลับไป และแล้วคุณยายก็ฝันถึงแมวน้อยตัวนั้น ที่มาบอกคุณยายว่า หากอยากโชคดีให้ลองปั้นตุ๊กตาแมวขึ้นจากดินเหนียวดูสักครั้ง          คุณยายตัดสินใจลองปั้นตุ๊กตาแมวจากดินเหนียวดู โดยยกมือข้างหนึ่งของแมวขึ้นคล้ายกับการกวักเรียกโชคลาภ ต่อมามีคนแปลกหน้าเห็นตุ๊กตาแมวกวักของคุณยาย จึงขอซื้อไป ทำให้คุณยายได้เงินมาประทังชีวิต จากนั้นคุณยายจึงปั้นตุ๊กตาแมวกวักขายอยู่เรื่อย ๆ จนมีเงินพอไปรับแมวตัวเดิมกลับมาอยู่ด้วยอีกครั้ง ทำให้เกิดเสียงร่ำลือว่าตุ๊กตาแมวกวักนี้ เป็นตุ๊กตานำโชค และกลายเป็นตำนานในที่สุด การยกแขน ลักษณะท่าทางในการยกแขนอยู่หลายแบบด้วยกัน…

ตุ๊กตาไล่ฝน

ตุ๊กตาไล่ฝน (てるてるぼうず)               ตุ๊กตาไล่ฝน หรือ เทรุ เทรุ โบซุ ( Teru teru bozu) เป็นตุ๊กตาพื้นบ้านแบบหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่ปรากฏเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในชนบทหรือใจกลางของเมืองหลวง  ตุ๊กตาตัวนี้มักจะถูกผูกห้อยแขวนไว้กับชายหลังคาบ้านหรือแขวนประดับไว้บนขอบ หน้าต่างหรือบนกิ่งไม้ ทั้งๆที่มันมีรูปร่างที่แสนจะเรียบง่ายธรรมดา ทำขึ้นง่ายๆด้วยเศษผ้าหรือกระดาษสีขาว แต่ไม่น่าเชื่อว่า ตุ๊กตาที่สุดแสนจะธรรมดานี้ กลับมีอิทธิพลต่อคติความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เชื่อกันว่า หากแขวนมันไว้ จะทำให้รุ่งขึ้นของวันพรุ่งนี้ ท้องฟ้าจะปลอดโปร่งแจ่มใส  แน่นอนว่า ตุ๊กตาตัวนี้ก็คือ “ตุ๊กตาไล่ฝน”              ตุ๊กตาวัฒนธรรมพื้นบ้านของญี่ปุ่น  คำว่า เทรุ (teru) แปลว่า ส่องประกาย (ซึ่งหมายถึงแสงพระอาทิตย์)  ส่วนคำว่า โบซุ (bozu) แปลว่า พระภิกษุ (แต่มีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า “หัวโล้น” เช่นกัน)  ลักษณะของตุ๊กตาไล่ฝนมีขนาดเล็กประมาณ 5 -8 นิ้ว สร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีง่ายๆ …

เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น1 ปีใช้เงินเท่าไร? part 1

   สำหรับผู้ที่มีความฝันอยากจะไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นคงจะมีสิ่งที่ทุกคนอยากรู้และหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า  “ เรียนที่ญี่ปุ่นใช้เงินเท่าไหร่ ? ”  ในพาสแรกเรามาพูดกันถึงค่าเรียนกันก่อนดีกว่า               ค่าเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น 1 ปี ใช้เงินประมาณ 200,000 – 290,000 บาท  ซึ่งรวมค่าสมัคร ค่าแรกเข้า ค่าอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  แถมบางโรงเรียนตอนนี้ยังมีนโยบายแบ่งชำระอีกด้วย ที่ตั้งของสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใหญ่หรือต่างจังหวัดไม่ได้มีผลต่อค่าเล่าเรียนมากเท่าใดนักสิ่งที่จะทำให้ ค่าใช้จ่ายสูงหรือต่ำจะเป็นเรื่องของค่าครองชีพในแต่ละเดือนมากกว่า ในครั้งหน้าเราจะมาคุยกันต่อถึงเรื่องค่าครองชีพในแต่ละจังหวัดกันว่าที่ไหนถูกน่าไปกว่ากันค่ะ อยากเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Mail:[email protected] หรือ Line : @nihonthaiacademy

New Hagen-Dazs Ice Cream

  2 รสชาติใหม่จากไอศกรีม Hagen-Dazs คือ Salty Vanilla and Caramel และ Japonais Black Syrup Kinako Red Bean   Salty Vanilla and Caramel ราคา 272 เยน ประมาณ 90 บาท Japonais Black Syrup Kinako Red Bean ราคา 360 เยน ประมาณ 120 บาท ที่มา : http://en.rocketnews24.com/2016/06/24/new-haagen-dazs-ice-cream-salty-vanilla-and-caramel-and-japonais-black-syrup-kinako-red-bean/  

การอาบน้ำในประเทศญี่ปุ่น

การอาบน้ำในประเทศญี่ปุ่น Ofuro (การอาบน้ำแบบญี่ปุ่น) เป็นการอาบน้ำไม่ใช่เป็นแค่การล้างตัวให้สะอาด แต่ยังเป็นการผ่อนคลายความเครียดและความเหนื่อยของทั้งร่างกายและจิตใจ โดยแช่น้ำอุ่นนาน ๆ สำหรับครอบครัวคนญี่ปุ่น การอาบน้ำยังเป็นโอกาสที่สื่อความสัมพันธ์ที่อบอุ่นของครอบครัวโดยแช่น้ำด้วยกัน และคุยกันในห้องอาบน้ำ   ลักษณะของห้องอาบน้ำแบบญี่ปุ่น                      ในห้องอาบน้ำจะมีอ่างอาบน้ำและที่ล้างตัวอยู่ข้าง ๆ อ่างอาบน้ำของญี่ปุ่นมีลักษณะคล้ายกับอ่างอาบน้ำแบบฝรั่ง  แต่สำหรับอ่างอาบน้ำของญี่ปุ่นจะไม่กว้างหรือยาวเท่าของฝรั่ง และลึกกว่าเป็นสองเท่าด้วย ซึ่งผู้อาบน้ำจะไม่แช่น้ำแบบนอนแต่แช่ทั้งตัวได้แบบนั่ง อีกอย่างหนึ่งที่ต่างกับอ่างแบบฝรั่ง อ่างแบบญี่ปุ่นจะมีรูที่ถ่ายเทน้ำอุ่นที่ต่อกับเครื่องทำน้ำอุ่น เพราะคนญี่ปุ่นจะแช่ในน้ำอุ่นนานๆ และอากาศในฤดูหนาวก็หนาวมาก ซึ่งน้ำในอ่างอาบน้ำจะเย็นลงอย่างรวดเร็ว และต้องเผาไฟในเครื่องทำน้ำอุ่นเพื่อทำให้น้ำอุ่นเสมอ สำหรับที่ล้างตัวจะมีเก้าอี้อันเล็กวางอยู่ ซึ่งผู้อาบจะนั่งที่นั่นเมื่อล้างตัว นอกจากนี้ก็มีกะละมังเล็กๆ และ ที่ตักน้ำ มีกระจกอยู่ข้างหน้า ถ้าเป็นห้องอาบน้ำสมัยนี้ก็มักจะมีฝักบัวด้วยแต่ยังไม่ใช่ว่ามีทุกบ้าน   วิธีอาบน้ำแบบญี่ปุ่น ไม่ว่าในบ้านหรือที่โรงแรมแบบญี่ปุ่นที่มีห้องอาบน้ำใหญ่ วิธีการอาบน้ำแบบญี่ปุ่นจะเหมือนกันและ ก่อนจะเข้าไปแช่ในอ่าง สิ่งจำเป็นต้องล้างตัวให้สะอาดก่อน เพราะน้ำในอ่างอาบของญี่ปุ่นมีให้เพื่อแช่ร่างกายให้อุ่นเท่านั้น และห้ามใช้สบู่ล้างหรือถูตัวในอ่าง เพราะฉะนั้นน้ำในอ่างจะไม่เปลี่ยนตามผู้อาบและทุกคนจะต้องแช่น้ำเดียวกัน แต่ถ้าเป็นฤดูหนาวไม่ต้องล้างตัวนานๆได้ แค่นำน้ำอุ่นราดร่างกายให้ทั่วดีๆและล้างเฉพาะส่วนที่ควรล้างดีๆเท่านั้น เพราะอากาศในฤดูหนาวที่ญี่ปุ่นจะหนาวสุด ๆ แบบร่างกายจะไม่มีเหงื่อเลยตลอดเวลา วิธีอาบน้ำแบบพอสังเขป ดังนี้ เมื่อล้างตัวเสร็จแล้ว ลงไปแช่ในอ่าง หลังจากนั้น เมื่อแช่ในน้ำอุ่นพอประมาณแล้ว ออกมาล้างตัวครั้งโดยใช้สบู่และถูตัวด้วยโฟมหรือผ้าเช็ดตัวบาง ๆ ชนิดหนึ่งสำหรับการถูตัว ที่เราเรียกว่า…

ชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น

[fusion_text] ชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น                   เมื่อพักกับครอบครัวชาวญี่ปุ่น วิถีชีวิตในแต่ละวันก็ต้องเป็นแบบเดียวกับคนญี่ปุ่นตั้งแต่ตื่นเช้าถึงเข้านอน แน่นอนว่าขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และวิถีการดำเนินชีวิตย่อมแตกต่างจากคนไทย เมื่อมาเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้ว ควรปรับตัวและเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตัวให้เข้ากับธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน                   คนญี่ปุ่นโดยทั่วไปจะไม่อาบน้ำในตอนเช้า อาบครั้งเดียวในตอนค่ำ ในฤดูหนาวก็อาจจะอาบแต่เว้นวันเพราะหนาวมาก นอกจากนี้ที่ญี่ปุ่นบางคนก็มีคนออกกำลังกายตอนเช้าเยอะเหมือนกัน ส่วนมากจะวิ่ง Jogging หรือเดินเล่น(Sanpo)กันพร้อมกับเจ้าตัวสุนัขที่เลี้ยงอยู่ที่บ้าน                   สำหรับอาหารเช้า ถ้าในเมืองสมัยนี้ก็นิยมทานแบบฝรั่ง อย่างขนมปัง ไข่ดาว กาแฟ เป็นต้น หากเป็นต่างจังหวัดหรือเป็นคนมีอายุก็จะนิยมทานข้าวเป็นหลัก กับข้าวสำหรับอาหารเช้าประกอบด้วย ซุปเต้าเจี้ยว(Miso shiru) ผักดอง(Tsuke mono)…

การทิ้งขยะของชาวญี่ปุ่น

การทิ้งขยะของชาวญี่ปุ่น          จำแนกแยกแยะอย่างละเอียดถี่ถ้วน เริ่มตั้งแต่ประเภทใหญ่ๆ คือ – ขยะเผาได้ (burnable garbage/ combustible) – ขยะเผาไม่ได้ (unburnable garbage/incombustible) ขยะประเภทแรก ขยะเผาได้ คือ ขยะจากในครัว (ขยะเศษอาหาร) และขยะเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน ในชีวิตประจำวัน ขยะประเภทนี้นอกจากจะมีธรรมชาติเป็นวัสดุที่เผาไฟได้แล้ว ยังต้องมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป ขนาด 2 ลิตร หรือ 3 ลิตร ซึ่งเป็นถุงขยะมาตรฐานที่รัฐหรือเทศบาลญี่ปุ่นกำหนดใช้ทั่วประเทศ ถ้าเป็นขยะที่เผาได้แต่ขนาดใหญ่เกินจะบรรจุลงถุงมาตรฐานนี้ ก็จะถือเป็นขยะขนาดใหญ่ ต้องแยกออกหรือซื้อถุงขยะขนาดใหญ่ ประเภทถุงดำเนื้อหนา มาบรรจุให้เรียบร้อย ขยะประเภทที่สอง ขยะเผาไม่ได้ ก็คือ พวกขวดแก้ว ภาชนะแก้ว กระป๋องเครื่องดื่ม กระป๋องเหล็กวิลาส (เช่นกระป๋องบรรจุอาหาร) ขวดพลาสติกทั้งชนิดบาง (pet bottle) และพลาสติกหนา เช่น ขวดบรรจุเครื่องสำอาง น้ำยาซักล้างซักฟอก…