เงินเยน

         เงินเยน ประกอบไปด้วยธนบัตรราคา 1,000 2,000 5,000 และ 10,000 เยนตามลำดับ ส่วนเหรียญจะมีทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่ราคา 1, 5, 10, 50, 100 และ 500 เยน บนธนบัตร 1,000 เยนเป็นภาพของกวีที่ชื่อ “นซึเมะ โซเซคิ” (ค.ศ. 1867-1916) ซึ่งเป็นกวีที่มีชื่อเสียงในสมัยเมจิ ส่วนธนบัตรชนิด 5,000 เยน จะเป็นภาพใบหน้าของ “นิโตะเบะ อินะโซ” นักการศึกษาที่มีชื่อเสียงในสมัยเมจิและสมัยโชวะ (ค.ศ. 1862-1933) ส่วนธนบัตรใบละ 10,000 เยน เป็นภาพของนักคิดนักการศึกษา คนสำคัญในสมัยเมจิที่ชื่อ “ฟุคุซาวะ ยูคิฉิ” (ค.ศ. 1834-1901)          ส่วนมากคนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญแก่ผู้ที่มีบทบาททางสังคมและวัฒนธรรมมากกว่า…

โดเรมอน

         รู้กันหรือไม่ว่าวันที่ 3 กันยายน เป็นวันเกิดของแมวน้อยสีฟ้า โดราเอม่อน Doraemon ซึ่งเป็นตัวละครคาแรคเตอร์ ยอดนิยมของผู้คนทั่วโลก ที่ถูกสร้างสรรค์โดย ฟุจิโกะ ฟุจิโอะ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่น ผู้ที่ชื่นชอบความน่ารักของเจ้าแมวหุ่นยนตร์สีฟ้าตัวนี้ ทำให้สามารถครองใจของผู้คนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี          โดราเอม่อน เคยได้รับเลือกจากนิตยสารไทม์เอเชีย ให้เป็นหนึ่งในวีรบุรุษของทวีปเอเชีย และในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2551 มาซาฮิโกะ คามูระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ได้แต่งตั้งให้ Doraemon เป็นทูตสันถวไมตรีอย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยในการประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมของประเทศ โดยนับเป็น “ทูตแอนิเมะชัน” ตัวแรกของประเทศญี่ปุ่น และ Doraemon ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตโอลิมปิกฤดูร้อน 2020 อย่างเป็นทางการอีกด้วย

ขนม Kororo fruity Gummy

         โคโรโระ (Kororo) ซอร์ฟแคนดี้รสผลไม้ 100% ได้เปิดตัวรสชาติใหม่ 2 รสชาติด้วยกันคือ รสมะม่วงและรสพีช ภายนอกหนึบหนับเคี้ยวเพลิน ภายในอ่อนนุ่มหวานรสผลไม้  นอกจาก 2 รสชาติใหม่นี้แล้วยังขอแนะนำรสชาติที่ออกมาก่อนหน้านี้ให้ลิ้มลองความนุ่มหวานของผลไม้กันอีกด้วยนะ  ใครได้ไปญีปุ่นก็อย่าลืมหาซื้อมาลองกันได้นะจ๊ะ บอกได้เลยว่า ถ้าได้ลองแล้วจะติดใจจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว

วัฒนธรรมการรับประทานอาหารบนโต๊ะ

คนญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่ จะมีธรรมเนียมการกล่าวเชิงขอบคุณ ก่อนเริ่มรับประทานอาหารจะต้องกล่าวคำว่าいただきます(Itadakimasu)  ขณะรับประทานอาหาร  จะกล่าวคำว่า  Oishii  ซึ่งแปลว่าอร่อย   และกล่าวคำว่า  ごちそうさまでした (Gochisousama deshita) เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว และสิ่งที่คำนึงถึง อีกอย่าง ก็คือ การใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหาร เพราะ คนญี่ปุ่นมักจะใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหารเป็นประจำ  Kirai-bashi (嫌い橋) เรียกง่ายๆว่า มารยาทการใช้ตะเกียบที่ไม่ควรทำ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการรับประทานอาหารบนโต๊ะ คือ 迷い箸(Mayoi-bashi) ถือตะเกียบลอยไปลอยมา เพราะว่าเลือกไม่ถูกว่าจะกินอันไหนก่อนดี 寄せ箸(Yose-bashi) ใช้ตะเกียบลากถ้วยชามเข้าหาตัว ねぶり箸(Neburi-bashi) การอมตะเกียบหรือเลียเศษอาหารที่ติดอยู่ที่ตะเกียบ 刺し箸(Sashi-bashi) ใช้ตะเกียบจิ้มอาหารกิน 探り箸(Saguri-bashi) ใช้ตะเกียบเขี่ยหาอาหารที่ตัวเองชอบ 涙箸(Namida-bashi) มีน้ำซุปไหลเปรอะตะเกียบหรือใช้ตะเกียบคีบอาหารที่มีน้ำไหลย้อยออกมาเข้าปาก 指し箸(Sashi-bashi) ใช้ตะเกียบชี้ไปที่คนอื่น ขณะรับประทานอาหาร 立て箸(Tate-bashi) ใช้ตะเกียบปักบนข้าว ญี่ปุ่นเค้าถือเพราะเหมือนกับการวางอาหารสำหรับเซ่นไหว้คนตาย 渡し箸(Watashi-bashi) การวางตะเกียบพาดบนชามข้าวหรือภาชนะใส่อาหาร 箸渡し(Hashi-watashi) การใช้ตะเกียบรับของต่อจากตะเกียบ ญี่ปุ่นเค้าถือเพราะเหมือนการรับอัฐิคนตายในตอนพิธีเก็บกระดูก

คาเอรุ กับ ความเชื่อ

         รู้หรือเปล่าว่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอย่างน้อง “กบ” อ๊บๆ  ในความเชื่อของคนญี่ปุ่นเขาถือว่าเป็นสัตว์เครื่องรางชนิดหนึ่งเหมือนกัน และเป็นนิยมติดตัวหรือตั้งไว้ตามหน้าร้านค้าต่างๆ ในญี่ปุ่นด้วย          ในการออกเสียงของคำว่า “กบ” 蛙 ในภาษาญี่ปุ่นจะออกเสียงว่า “คาเอรุ” (Kaeru)ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงของอีกคำในภาษาญี่ปุ่น 帰る ที่แปลว่า กลับมาหรือย้อนกลับมา  ซึ่งมีความเชื่อว่าถ้าพกเจ้าตุ๊กตากบตัวเล็กๆ ไว้ในกระเป๋า เวลาเราจ่ายตังค์ซื้อของหยิบแบงค์ออกไป แล้วสักวันหนึ่งมันจะย้อนกลับมาอยู่ในกระเป๋าตังค์เราอีกครั้งหนึ่ง พูดง่ายๆ ว่ามีเงินใช้ไม่ขาดมือ  และถ้าตั้งไว้หน้าร้านก็หมายถึงลูกค้าเจ้านั้นก็จะย้อนกลับมาใช้บริการอีกครั้งเช่นกัน เรื่องโดย : ทีมงาน www.marumura.com ภาพประกอบโดย : Choco

ด้ายแดงแห่งโชคชะตา (運命の赤い糸)

ด้ายแดงแห่งโชคชะตาเป็นความเชื่อของประเทศในแถบเอเชียตะวันออก มีต้นกำเนิดของความเชื่อมาจากประเทศจีน ภาษาจีนเรียกว่า 紅线 หรือ หงเชี่ยน โดยความเชื่อของจีนคือ หนุ่มสาวที่โชคชะตากำหนดให้มาคู่กัน จะมีเชือกสีแดงที่มองไม่เห็นผูกอยู่ที่ข้อเท้าของแต่ละฝ่าย (ในความเชื่อของญี่ปุ่นเปลี่ยนจากเชือกสีแดงเป็นด้ายสีแดงผูกอยู่ที่นิ้วก้อยของทั้งสองฝ่ายแทน) ตำนานเล่าว่าเทพเจ้าที่ชื่อว่า 月下老 (เยว่เชี่ยเหลา)เป็นผู้ควบคุมกำหนดด้ายแดงแห่งโชคชะตา ความเชื่อเรื่องด้ายแดงแห่งโชคชะตา ถ้าเทียบกับความเชื่อของไทยหรือความเชื่อของตะวันตก ก็จะคล้ายกับเรื่องของเนื้อคู่ คู่แท้ หรือความเชื่อเรื่อง Soul mate  นั่นเอง ซึ่งด้ายแดงแห่งโชคชะตานี้จะเชื่อมโยงกับทั้งสองฝ่ายตลอด ไม่ว่าทั้งคู่จะอยู่ที่ใด ณ เวลาใด หรือชาติภพใดก็ตาม ด้ายแดงนี้อาจจะยืดตึง หรืออาจจะพันกันได้ แต่ไม่อาจตัดขาดออกจากกันได้ ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Red_string_of_fate http://ja.wikipedia.org/wiki/ 運命の赤い糸 http://blogimg.goo.ne.jp/user_image/66/2a/9ea2b1c968bcea1f8c2c3308bd701cca.jpg http://gentiljewel.com/blog100814g.JPG http://magnoliarouge.com/category/engagement/page/20/

โคดามะ

         คนญี่ปุ่นก็มีความเชื่อเหมือนบ้านเรา ในเรื่องของวิญญาณแห่งธรรมชาติ คนญี่ปุ่นเชื่อว่าต้นไม้ที่มีอายุมากเป็น 100 ปีขึ้นไปมักมีชีวิตและวิญญาณที่สิงอยู่ อย่างบ้านเราก็ทำนองว่าเจ้าพ่อ เจ้าแม่ไม่ก็รุกขเทวดา นางไม้ แต่เขาไม่มีการขอหวย หรือ เอาผ้าสามสี เจ็ดสีมาผูกอย่างบ้านเราที่ทำกัน          โคดามะ เป็นวิญญาณที่สิงสถิตในต้นไม้ที่ใหญ่และอายุมาก บางคนว่าหากอายุมากถึง 300ปีจะน่ากลัวเพราะโคดามะจะมีพลังสูงมาก บางตำนานว่าเมื่อต้นไม้แก่ขึ้นมีอายุมากขึ้นถึง100ปีก็จะมีพลังภูต กลายเป็นปีศาจ เคยมีคนเข้าไปตัดฟืนหาของป่าก็เคยที่จะถูกเจ้าโคดามะรบกวนบางทีถึงขั้นเสียชีวิตก็มี บางตำนานว่าเคยบรรดาลให้คนกลายเป็นต้นไม้ก็มี          ส่วนใหญ่ที่ๆมีเจ้าโคดามะสถิตอยู่คือ ป่าลึกแถบคินคิ หรือไม่ก็ฮาจิโจจิมะ ที่โตเกียว บางคนว่าหากดูไม่ดีไปตัดหรือโค่นต้นไม้ที่มีโคดามะสิงอยู่ อาจเป็นการสร้างความหายนะต่อหมู่บ้านได้ เช่น เกิดอาเพศต่างๆตามมา จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปในป่าลึกเพราะเกรงกลัวต่อวิญญาณธรรมชาติของโคดามะ          บางทีการที่สร้างเจ้าปีศาจโคดามะขึ้นมาเพราะด้วยเหตุให้เป็นสิ่งป้องกันต้นไม้อันเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เพราะต้นไม้เมื่ออายุมากต้นมันจะใหญ่โตและจะผลิตออกซิเจนทำให้อากาศบริสุทธิ์ นี้และเป็นข้อดีของการสร้างปีศาจขึ้นมาเพื่อหลอกลูกหลานให้เคารพในธรรมชาตินั่นเอง… CR. เนื้อหา https://writer.dek-d.com/chanin34/writer/viewlongc.php?id=595593&chapter=30 ภาพ  https://www.pinterest.com/pin/456482112208073019/ ภาพ  https://www.pinterest.com/pin/456482112208072991/

ทำอย่างไร….เมื่อหนังสือเดินทางหาย

         วันนี้เราจะมาพูดถึงปัญหาที่ทางสถานทูตไทยในญี่ปุ่นมักพบบ่อย นั่นก็คือ การทำหนังสือเดินทางหาย หากเกิดปัญหานี้ขึ้น เราควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง วันนี้เรามีคำแนะนำจากทางสถานทูตมาฝากกันค่ะ          หากทำหนังสือเดินทางหายสามารถเดินทางมาติดต่อได้ที่ทางสถานทูตโดยตรงค่ะ เอกสารที่ต้องนำมาด้วยมีดังนี้           – สำเนาเอกสารแสดงตัวบุคคลของไทย เช่น สำเนาหนังสือเดินทาง สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านไทย           – ใบแจ้งความหรือฟุนชิทสีโชเมโชซึ่งระบุรายละเอียดการหาย ออกโดยสถานีตำรวจญี่ปุ่น (เอกสารที่ออกโดยป้อมตำรวจไม่สามารถใช้งานได้)           – รูปถ่ายสี ขนาด 4×4 ซ.ม. จำนวน 3 รูป          ความสำคัญหนังสือเดินทาง นอกจากจะเป็นเอกสารที่ใช้เดินทางเข้า-ออกประเทศแล้ว หนังสือเดินทางยังเปรียบเสมือนบัตรประชาชนที่เอาไว้ระบุตัวบุคคลในต่างแดนอีกด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงอยากเน้นย้ำนักท่องเที่ยวทุกท่านให้รักษาหนังสือเดินทางของตนเองให้ดี เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลังค่ะ…

อยากซื้อชุดกิโมโน แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าใช่ชุดกิโมโน?

         เนื่องจากหลายๆครั้งเวลาค้นหาคำว่า ชุดกิโมโน ก็จะมีกระทู้ต่างๆที่เขียนเกี่ยวกับชุดกิโมโน มีทั้งรีวิวการใส่ชุดกิโมโนไปวัด สถานที่เช่าชุด รวมไปถึงการไปซื้อชุดกิโมโนแต่ดันได้ ชุดยูกาตะกลับมา สาวๆหลายๆคนเวลาไปญี่ปุ่นก็อยากจะซื้อชุดกิโมโนติดไม้ติดมือกลับมา เพราะค่อนข้างจะหายากในประเทศไทย ส่วนใหญ่ที่มีขายอยู่ก็เป็นเพียงชุดยูกาตะเท่านั้น แต่พอไปซื้อกลับมาดันไม่ใช่ชุดกิโมโน กลายเป็นชุดยูกาตะซะอย่างนั้น เพื่อไม่ให้ถูกหลอกได้ง่าย วันนี้เราจึงมีวิธีตรวจสอบมาฝากกันค่ะ          จากที่เคยนำเสนอเรื่องความแตกต่างของทั้ง 2 ชุด รวมไปถึงแยกส่วนประกอบของชุดต่างๆให้แล้ว จะเห็นได้ว่าคนญี่ปุ่นเองบางครั้งก็ชอบเอาส่วนประกอบของชุดกิโมโนมาใส่ในชุดยูกาตะ แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะเวลาที่เราไปซื้อชุดกิโมโนเราจะต้องได้กลับมาทั้ง 4 อย่างหลักๆดังนี้ Juban ชุดซับในสีขาว อาจจะดูเหมือนผ้าขาวบาง Haneri ปกคอเสื้อชุดกิโมโน Obi ผ้าคาดเอวของกิโมโนต้องมีด้วยกัน 4 ส่วน คือ Obiage ผ้าคาดเอวชั้นในสุด อาจจะดูคล้ายๆผ้าขนหนูนิดๆ Obi ผ้าคาดเอวที่เข้าชุดกัน Obijime ลักษณะเป็นเชือก มาพันรอบเอวมีสีสันและรูปแบบที่หลากหลาย Obidome ส่วนสุดท้ายจะเป็นเครื่องประดับตกแต่ง Obijime อีกที  Tabi ถุงเท้าสีขาว…

หมู่บ้านตุ๊กตาญี่ปุ่น

         หมู่บ้านนาโกโร เป็นหมู่บ้านตุ๊กตาในหุบเขาอิยะ สำหรับความพิเศษของหมู่บ้านที่สามารถเรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างมากก็คือ ประชากรส่วนใหญ่ในหมู่บ้านนั้นไม่ใช่คน! แต่กลับเป็นตุ๊กตาผ้าจำนวนกว่า 350 ตัว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตข้างหน้า          หมู่บ้านนาโกโร ในอดีตเคยมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทว่าในวันหนึ่งผู้คนในหมู่บ้านได้ค่อยๆ ทยอยอพยพไปอยู่ที่อื่นเพื่อหางานทำที่ดีกว่า จนกระทั่งเหลือคนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เพียงแค่ 37 คนเท่านั้นเอง ต่อมาได้มีคุณป้าคนหนึ่งที่ชื่อว่า อะยาโนะ สึกิมิ ได้เกิดไอเดียที่จะสร้างสรรค์บรรยากาศของหมู่บ้านที่แสนเงียบเหงาขึ้นมาใหม่ ด้วยการตัดสินใจสร้างจำนวนประชากรของหมู่บ้านขึ้นจากตุ๊กตาผ้า โดยตุ๊กตาผ้าที่สร้างขึ้นเหล่านี้ล้วนมีขนาดเท่าคนจริงเลยทีเดียว          ในช่วงแรกๆ คุณป้าอะยาโนะ สึกิมิเริ่มทำตุ๊กตาตัวแรกโดยหวังให้เป็นหุ่นไล่กา ทว่าเธอกลับทำตุ๊กตาตัวแล้วตัวเล่าเพื่อแทนผู้คนที่เธอเคยพบเห็น บางตัวก็ทดแทนคนที่จากไป จากนั้นก็นำตุ๊กตาที่สร้างไปวางไว้ตามที่ต่างๆ ของหมู่บ้าน เสมือนกับผู้คนใช้ชีวิตในอดีต          ตุ๊กตาที่คุณป้าอะยาโนะ สึกิมิทำขึ้นมานั้น ดูเหมือนทุกตัวจะมีสีหน้าแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่ดูแล้วน่าสะพรึงกลัวมากกว่าน่ารัก! เธอเย็บปากให้ยิ้ม ให้เม้มปาก เหมือนกับผู้คนที่เธอเคยรู้จัก และเคยมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งปัจจุบันตุ๊กตาที่คุณป้าอะยาโนะ สึกิมิทำก็มีจำนวนประมาณ…